วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ชุด คืนชีพ(The Return of Sherlock Holmes)


เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ชุด คืนชีพ(The Return of Sherlock Holmes)


         มหากาพย์ นิยายสืบสวนเล่มนี้ เป็นเล่มที่แฟนๆ เรียกร้องให้กลับมา ตามที่ผมหาข้อมูลมาเท่านี้อะนะ
         คือว่า นิยายเรื่องนี้มันควรจะจบไปตั้งแต่เล่ม เรื่องสั้น ชุด จดหมายเหตุแล้ว โดยผู้เขียน เซอร์อาร์เทอร์ โคแนน ดอยล์ ทำให้โฮล์มส์ ตกหน้าผาตายซะให้มันสิ้นเรื่อง จะได้จบๆ ไป เพราะว่าตัวเขาเองที่เขียนมา คงไม่คิดว่ามันจะโด่งดังอะไรเพียงนี้ 

         ถึงขั้นกับว่า ผู้คนเขียนจดหมายมาหา โฮล์มส์  ที่บ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์ จริงๆ
แล้วพอเขียนถึงการตาย ก็มีคนยังเอา ดอกไม้ ไปวางที่หน้าหอพัก ไว้อาลัยจริงๆ อีกต่าก โอ้วว!! คักขนาด

         แต่ที่จะกล่าวถึงนิยายในชุดนี้ เป็นการกลับมาของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ยอดนักสืบ
จะกอปร ไปด้วยเรื่องสั้น 13 ตอน มีดังต่อไปนี้

ตอนที่ 1. บ้านร้าง
      เอาหละสิ... บ้านร้าง ชื่อตอนบอกมาอย่างนี้แล้ว เชอร์ล็อก โฮล์มส์ จะโผล่มายังไงวะ ในใจแรกๆ ก็คิดว่า โฮล์มส์ อาจจะปลอมตัว เปิดร้านขายลาบ ขายหมูปิ้ง ใต้เพิงหมาแหงน ที่ใดที่หนึงซักที่ก็ได้ แล้ว วัตสัน เพื่อนรัก บังเอิน ไปกินก้อยเนื้อ เลยเจอกัน
   
       แต่นั่นมันเป็นการอนุมานโง่ๆ ของผมเท่านั้น  อะไรที่จะทำให้คุณพ่อพระเอก ปรากฏตัวออกมาได้อย่างไม่ขะเขิน แล้วก็ดูเป็นธรรมชาติ ผู้เขียนนิยายเรื่องนี้ เหมือนจะเป็นการแก้ข้อความที่ตัวเอง เคยเขียนไว้ ให้ โฮล์มส์ ตกเหวตาย(ห่า)  แล้วกลับมา อย่างมีสมเหตุสมผล นั้นหละก็ ก็ต้องหนีไม่พ้น เรื่องราวของคดี "ฆาตกรรม" เท่านั้น
     
      ในตอนนี้เนื้อเรื่องจะมีอยู่ว่า จะมีคดี ฆาตกรรมในห้องปิดตาย สภาพศพ เสียชีวิตคาโต๊ะทำงาน โดนลูกปืนเจาะทางขมับ คล้ายการฆ่าตัวตาย แต่ ไม่พบปืนในที่เกิดเหตุ ไม่พบร่องรอยการปีนหน้าต่าง อีกทั้งที่เกิดเหตุอยู่ห้องชั้น 2 เป็นที่สูง ยากต่อการป่ายปีน พื้นหญ้า ไม่มีร่องรอยของเท้าคนเลย
     
      แต่ทำไมหรือสาเหตุใดที่ วัตสัน เข้าไปอยู่ในเหตุการ หรือมีส่วนในการคลี่คลายคดี นั้นก็ไม่ทราบ
เพราะ โฮล์มส์ ยังไม่ปรากกฏตัวเลย เขาเป็นหมอ จะไปเดินดูคนตายทำไมกัน แล้วก็ไม่ได้เป็นผู้ ชันสูตร พลิกศพ ซะหน่อย   แต่ก็เป็นผู้อธิบายในเหตุการนั้น เป็นการไปด้วยตัวคนเดียว คล้ายพฤติกรรมของนักสืบ หรือเป็น ไทยมุง ก็ไม่รู้ได้
   
      แต่ในระหว่างนั้นเอง เขาได้พบกับ ชายชรา หลังคุ้ม จอนหูอันขาวโพลน อยู่แถวที่เกิดเหตุนั้นโดยที่เขาไม่ทราบเลยว่าเป็น โฮล์มส์ เองนั่นแหละปลอมตัวอยู่

      และแล้วตาแก่ หลังงุ้มนั้นก็ไปหา วัตสัน ที่ทำงานเองเลย แล้วก็อธิบายเหตุการ ต่างๆ นานา ว่ารอดมาได้ยังไง  ระหว่างนั้นทำอะไรอยู่หลายปี(หาอ่านเอง 555+) ซึ่งหลังจากได้อธิบาย กันอย่างยืดยาว คล้ายกับการแก้ตัวของคนเขียนนิยายก็ปานนั้นก็ได้ เพื่อหาเหตุผลมากลบกลื่นร่องรอยของการตายของตัวเองว่า มันไม่ได้เกิดขึ้นจริง

    หลังจากคุยกันเป็นที่เรียบร้อย โฮล์มส์ ก็พา วัตสันต์ ไปที่บ้านร้าง(เข้าเรื่องชื่อตอน ของเรื่องซะที)  ตรงข้ามบ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์ ที่ตัวเองอาศัยอยู่ โดยซุ่มมอง จากตรงนั้น จะเห็นหุ่น โฮล์มส์ ทำไว้ คล้ายคนจริงๆ ขยับไปมา โอ้วว!! วัตสันต์แปลกใจใหญ่เลย ตกใจราวกับว่า ไม่เคยผ่านมาทางนั้นเลย ตั้งแต่ โฮล์มส์ ตาย(ห่าเอ้ย)
    ..... สุดท้าย ทำไม โฮล์มส์ ถึงไปซุ่มดูหุ่นตัวเองตรงนั้น แล้วคดีฆาตกรรมในห้องปิดตายจะเป็นอย่างไร เกี่ยวกันยังไงกับ บ้านร้าง  โฮล์มส์ กับ วัตสัน คงไม่ได้เข้าไปล้วงกบ ปั่นปลาชะโด กันแน่ๆ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น!!!...


ตอนที่ 2. ช่างก่อสร้างเจ้าเล่ห์
       "ในเวลาที่ข้าพเจ้าพูดถึงนี้ โฮล์มส์ได้กลับมาแล้วเป็นเวลาหลายเดือน ส่วนข้าพเจ้า โดยการขอร้องของเขา ก็ได้ขายสถานที่ปฏิบัติการอาชีพกลับมาร่วมสำนักเก่า ณ ถนนเบเกอร์ด้วยแล้ว มีหมอหนุ่มชื่อว่าเวอร์เนอร์ ซื้อสถานที่ปฏิบัติการอาชีพเล็กๆ ของข้าพเจ้าในเกนซิงตันไว้โดยให้ราคาสูงสุดที่ข้าพเจ้าโก่งไว้ด้วย ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าแปลกใจบ้าง ทั้งนี้เป็นเหตุการณ์อันหนึ่งที่คลี่คลายออกเองในหลายปีต่อมา ในเมื่อข้าพเจ้าทราบว่าเวอร์เนอร์เป็นญาติห่างๆ ของโฮล์มส์ และเพื่อนข้าพเจ้านั่นเองเป็นคนออกเงินให้"

       นั่นคือคำบันทึกของ หมอวัตสัน ได้เขียนไว้ในตอนนี้ ความผิดปกติที่ผมเห็นเป็นสิ่งแรกคือ ไม่เห็นกล่าวถึง เมียหมอเลย เลิกกันกับเมีย แล้วหนีตามผู้ชายมาหรือเปล่าก็ไม่รู้  โอ๊ะ!ๆๆ ผมพูดแรงไปหรอ โอ้ว! ไม่หนะเห้! มันเป็นการอนุมาน โง่ๆ ของผมเท่านั้น

       เอาหละ ตอนนี้ เป็นการเล่าเรื่องได้ตื่นเต้นดีครับ เรื่องมันมีอยู่ว่า มีผู้ต้องหาในคดี วิ่งมาหา โฮล์มส์ เองที่บ้านเลย พร้อมกับเล่าเรื่องในเหตุการณ์ ที่มักจะพูดว่า จะอธิบายและรวบรัดที่สุด แต่พออ่านๆ ไป มันไม่ใช่อย่างนั้นหนะสิ ละเอียดยิบเลย แม้กระทั่งช่วงเวลา ที่จะเข้านอน ก็ระบุได้

       จำเลยหนุ่มคนนั้นชื่อว่า จอห์น เฮกเตอร์ แมกฟาร์เลน เขามาเล่าว่า ในตอนดึก เขาไปพบชายคนหนึ่ง มีอาชีพเป็นช่างก่อสร้าง ด้วยธุระอะไรบางอย่าง(ติดตามอ่านเอาในหนังสือเองนะจ๊ะ) ทีนี้พอเสร็จธุระ เขาก็ผละจากผู้ชายคนนั้น ออกไปเสียที่โรงแรม พอตื่นเช้ามาก็ได้ ทราบจากหนังสือพิมพ์ตอนเช้าว่า ชายผู้ที่ไปพบนั้น ตายเสียแล้วตั้งแต่เมื่อคืน  อีกทั้งบ้านยังโดนไฟเผาไปบางส่วนพร้อมกับศพ แล้วตัวเขาเอง เขาเป็นผู้ร้าย คดีฆ่าคนและวางเพลิง
       เอาหละซี่... ถ้าตัวเองไม่ได้ทำ แล้วใครทำวะแม่ง  ซึ่งเราผู้อ่าน อาจจะคิดมาก ว่า จอห์น เฮกเตอร์ แมกฟาร์เลน อาจจะเป็นผู้ร้ายจริงๆ ก็ได้ แต่มาล่อลวงโฮล์มส์ เพื่อไปดูหลักฐานเท็จก็เป็นได้
   
         หลังจากที่ตัวเขาเองก็ได้ สาธยาย เรื่องราวต่างๆ เป็นที่เรียบร้อย โฮล์มส์ก็ได้ ตั้งคำถามถามกลับไป 2-3 อย่าง ตามสไตล์ หลังจากนั้น สารวัตร เลสเตรด เลียแตรด อะไรนั่น
         ก็ได้ตามผู้ร้ายของเขามายังห้องของโฮล์มส์ ในเวลาต่อมาว่า เขาได้ติดตามชายผู้นี้มาตั้งแต่ ได้รับแจ้งความว่าไฟไหม้และมีการฆาตรรมในที่แห่งหนึ่งแล้ว มีหลักฐานพร้อม ในที่เกิดเหตุ ไอ้หมอนี่ไม่จำเป็นต้องพึ่งคุณหรอก โฮล์มส์ ไอ้หมอนี่โดนแขวนคอแน่

         แต่แล้วเรื่อง ที่พ่อหนุ่มคนนั้นเล่าให้โฮล์มส์ ฟัง มันไปสกิดติ่ง ความขี้สงสัยในคดีเข้าว่า มันมีอะไร น่าสงสัยหลายอย่าง ความเป็นไปไม่ได้ตามธรรมชาติอยู่หลายข้อ หรืออาจจะมีมือที่ 3 ก็เป็นได้
          แต่ถึงอย่างไรก็ดี โฮล์มส์ ได้รับว่า จะดูเรื่องนี้ ทั้งที่เกิดเหตุ พร้อมทั้งไปสอบผู้อยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดอีกที แล้วก็ให้ สารวัตร เลสเตรด เอาตัวนักโทษของเขาไป เลียแตรด เอ้ย! เข้าห้องขังรอ พิจารณาโทษ
          ในตอนนี้ สารวัตร เลสเตรด ของเรา กับโฮล์มส์ ค่อนข้างจะประทะคารมในเชิงประชดประชันกันอยู่มากเลย ระหว่าง สืบสวนคดีในเรื่องนี้ เรื่องราวจะไปอย่างไรนั้น ความจริงมีเพียงหนึ่งเดี๊ยว!!.......
   

ตอนที่ 3. รหัสตุ๊กตาเต้นรำ
          อ่านเจอชื่อ ตอนนี้แล้วทำให้นึกถึงตุ๊กตา บาร์บี้ หรือไม่ก็ตุ๊กตาหมี อะไรซักอย่างที่มันเป็น ขนอุยๆ นุ่มๆ แต่พอได้ลงมืออ่านเรื่องนี้เข้า
          ปรากฏว่า ตุ๊กตาที่ว่า เป็น รูปวาดตัวมนุษย์ ที่เขียนเป็นสัญลักษณ์ แทนตัวอักษรณ์ คล้ายๆ งานวาดเขียนโบราณตามกำแพงหิน ที่ชนเผ่าโบราณที่ใช้เขียนจารึกไว้ตามถ้ำ ตามกำแพงหินต่างๆ ที่นักโบราณคดีที่ไปค้นพบแล้วจัดเป็นแหล่งท่องเทียวเชิงโบราณคดี

          ในเรื่องเรื่องนี้ จะถูกนำมาใช้ในการติดต่อสื่อสารกัน ในแบบลับๆ โดย รูปวาดนี้ จะถูกขียนใส่กระดาษ ถูกเขียนใส่กำแพงบ้าน เพื่อส่งสารให้พวกเดียวกันอ่านได้
          ลักษณะรูปวาดก็จะเป็นรูปตัวคน คล้ายๆ การวาดรูปคนแบบง่ายๆ ที่วาด หัวคนเท่าจุดไม้ขีด แล้วก็วาดตัวคนลงมาเป็นเส้นเดียวแล้วก็เติมแขน เติมขา ชี้ไป ชี้มา ตามบริบท ต่างๆ
          บ้างก็ทำเป็นถือธง ยกมือยกขา ข้างเดียว ดูๆไป ก็คล้ายๆ มดยืนสองขา แล้วกางแขนได้ ยืนเรียงกันเป็นแถวยาว แทนจำนวนตัวอักษรหนึ่งๆ ที่เขียนส่งถึงกัน เป็นประโยค

          เอาหละครับ เมื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับรหัสลับ ที่ผมพยายามอธิบายให้เห็นภาพแล้ว อย่าพึ่งปวดหัว แต่ส่วนที่น่าปวดหัวหนักเข้าไปอีกนั้นมันซับซ้อนมากกว่านี้อีก ก็คือ เรื่องราว ของเจ้าทุกข์ ของโฮล์มส์ นั่นเอง เขาชื่อว่า มิสเตอร์ฮิลตัน คิวบิตต์ ที่มีเชื้อตระกลูอะไรซักอย่างที่รวยและมีชื่อเสียงทางสังคม
         บ้านเป็นคฤหาสน์ โอ้ว!! ที่อ่านๆ มาหลายเล่มแล้ว รู้สึกว่าคดีที่เกิดขึ้น มันมักจะตายกันที่ คฤหาสน์ กันจังเลย ไปตายกันที่อื่น กันบ้างก็ส่วนน้อย

         อ้าาาา.... เข้าเรื่องกันซักที เรื่องมันมีอยู่ว่าเจ้าทุกข์ ของเขานั้นได้นำปัญหามาเรียนให้ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ฟังว่ามีจดหมายแปลกๆ ที่เป็นรูปตุ๊กตาทำท่า กางแขนกางขาคล้ายการเต้นรำ ที่อธิบายไว้ในข้างต้น  ได้ส่งมาถึงภรรยาเขา ส่งมาวางไว้ภายในบ้าน ตามสวน เขียนตามประตูบ้าน ทีแรกเขานึกว่า พวกสวะสังคม ที่ชอบเพ้นรูปตามสะพานลอย ตามตู้โทรศัพท์ เขียนลายไปทั่วกรุงเทพ

         เมื่อภรรยาเขาได้อ่าน ก็ล้มป่วย อาการเปลี่ยนไป เหมือนถูกคุกคามทางจดหมายประหลาดนั่น ในขนะเดียวกัน ภรรยาเขาก็ไม่ยอมบอก ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น เกรงว่าผัวตัวเองจะเสื่อมเสีย เพราะว่าเป็นคนไฮโซก็ว่าไป
         ตัวเขาเองก็ไม่สบายใจเมื่อเมียรัก สุขภาพจิต แย่ลงร่างกายก็ทรุดโทรม การปฏิบัติต่อกันก็เปลี่ยนไป เขาก็เลยได้ แอบจดรูป มาให้โฮล์มส์ ดูเป็นระยะๆ ว่า มีข้อความอะไรบ้าง ที่ส่งมา

         แต่ถึงอย่างไร มันเป็นความผิดพลาดของการแนะนำของโฮล์มส์เอง หรือ การไม่ปฏิบัติตามที่โฮล์มส์ แนะนำหรือไม่ เลยทำให้เจ้าทุกข์ของเขาถึงแก่ความตาย....(ชิบหายเลย)
         เอ้า!! ตายห่า เขาอุตส่าห์ หาเรื่องมาปรึกษาแนะนำแล้ว แทนที่จะคลี่คลายเรื่องราวได้ เจ้าทุกข์เขากลับมาตายอีก มีหรือ พ่อมหาจำเริญ เจ้าพระคุณผู้เป็นบิดาแห่งการสืบสวน  จะมัวนั่งสูบยาไอ้ซ์ หน้าเตาผิง แล้วบอกคนอื่นว่า คอนโทรลได้ กูเอาอยู่ 
         เรื่องราวมันเลยทำให้ตัวเขา ต้องลงไปพื้นที่ทันที ซึ่งมันก็เป็นจริงตามข่าว เขาช้าไป  มิสเตอร์ฮิลตัน คิวบิตต์ ตายเสียแล้ว

         อ้าาาา จะให้อ้า ซักกี่ที มันทำให้เขาต้องแก้ปัญหานี้อย่างรวดเร็ว แล้วก็ตามจับผู้ร้ายนี้ ให้เร็วไว คุณผู้อ่านต้องหามาชิมอ่านดูเองนะว่า ปัญหานี้ เขาจะแก้เผ็ดคนร้ายได้อย่างไร....


ตอนที่ 4. นักจักรยายผู้เดียวดาย
       ทีแรกนึกว่าเป็นนักกีฬา แข่งปั่นจักรยาน ที่เป็นผู้ชาย ที่ไหนได้ เป็นผู้หญิงที่ ชอบขี่จักรยานไปทำงาน หึหึ... แล้วมันจะไปเกี่ยวกับ ท่านเชอร์ล็อก โฮล์มส์ ได้ยังไง

       แต่คดีนี้ เป็นคดีที่ไม่เฮฟวี่ เท่าใดนัก เป็นคดีที่ ซับซ้อนในระดับหนึ่ง

       เรื่องมันมีอยู่ว่า สุภาพสตรีสาวสวย ท่านหนึ่ง ที่มาปรึกษา เกี่ยวกับความแปลก ของนายจ้าง แล้วก็ ความผิดปกติ ระหว่างที่เขาถีบจักรยานไปทำงาน ที่มีคนมาแอบตามหล่อน
       เรื่องมันออกจะดู กิ๊กก๊อก ผิดจากเรื่อง รหัสตุ๊กตาเต้นรำ แต่มันก็ทำให้เดาเรื่องราวได้ไม่ยากเท่าไดนัก แต่ย่างไรนั้น โฮล์มส์ เป็นคนชอบของแปลก เรื่องอะไรที่พิเรน หรือเรื่องที่มันน่าสงสัย เขาก็ตามสืบ หมดแหละ แต่เขาไม่ออกสืบเองเท่าไดนักนะเรื่องนี้  เพราะว่าปัญหามันอาจจะเบาสมอง เลยสั่งให้ วัตสัน เพื่อนรัก ออกไปสืบดูแทน

      เรื่องสั้นที่อ่านๆ มา วัตสันต์เพื่อนรักของกันนี้ ไม่ค่อยมีบทบาท อะไรมากนัก นอกจากจะไปเป็นเพื่อน กับพกปืนเป็นเท่านั้น แต่เรื่องนี้ เขาต้องไปซุ่มดู เหตุการณ์ที่คุณผู้หญิงเป็นคนเล่าว่าจริงอย่างที่ว่าไหม แล้วไอ้คนที่ตามเจ้าหล่อนนั้นเป็นใคร

      พอได้เรื่องกลับมา ก็นำเรื่องมาเล่าให้โฮล์มส์ ฟังอย่างตื่นเต้น แต่ผลลัพธ์ กลับออกมาตรงกันข้าม แทนที่จะถูกชมเชย กลับถูก โฮล์มส์ ว่าได้ มึงหนะไม่ได้เรื่อง กันสั่งให้มึง ไปตามดูผู้หญิง
ว่าเป็นยังไง กลับได้เรื่องมาแค่เนี๊ย!!... มึงไปซุ่มดูหญิงปั่นจักรยาน แล้วหำแข็งขึ้นมาหนะสิ เลยต้องชักว่าวตามพงหญ้า หรือย่างไรกัน มึงคิดว่า จอห์น ชาวไร่ มันทำอย่างนั้นจริงๆ หรอ ปัดโธ่ วัตสัน นายจะ กระสัน อะไรขึ้นมาตอนนั้น โฮล์มส์ พูดพลางเอามือแตะไหล่เขา แบบอ่อนโยน พร้อมกับสบตา

      หลังจากนั้น โฮล์มส์ ก็ออกสืบเอง โดยสืบหาข่าว แถวในละแวกที่ไกล้เคียง เผื่อได้อะไรมาบ้าง ทีนี้ เขาจะโชว์การ สืบสวน ให้เพื่อนของเขาดูว่า มืออาชีพ เขาทำกันยังไง
      เขาก็พากันมาซุ่มดูตรงที่ วัตสัน ชักว่าวทิ้งไว้ ให้มดเจาะเป็นขวยๆ แถวนั้นแหละ
      นั่นไงวัตสัน เธอมาแล้ว แต่คราวนี้ เธอนั่งรถม้ามาแทนการปั่นจักรยาน ในระหว่าง ที่ซุ่มมองไปจนสุดทางโค้งลับหายไป ก็เลยต้อง วิ่งตามไปดูกันต่อ แต่เหตุการมันไม่ได้กิ๊กก๊อก อย่าง ที่จะมาทำเป็นเรื่องตลกกันแล้วสิ พอทั้งสองคู่หู นั้นตามไป กลับเห็นแต่รถม้าวิ่งกลับมาทางเดิม ไม่มีคนขี่ ไม่มีคนโดยสาร

      อ้าว!! เจ้าทุกข์ ของเราหายไป ซวยหละสิ เจ้าทุกข์ได้รับความเดือดร้อนอีกแล้ว แล้วทีนี้จะตามกันหาเจอไหมทีนี้ กลายเป็นคดีลักพาตัวกัน แล้วหละสิ

      เรื่องราวจะลงเอยอย่างไร จะเศร้าสลด น้ำตาไหล หรือ น้ำอย่างอื่นไหล ลองหาอ่านด้วยตัวคุณเอง


ตอนที่ 5. โรงเรียนสำนักอธิการ
        อะฮ้าาา!!! เป็นเรื่องที่น่าสนใจเรื่องหนึ่ง เป็นคดีลักพาตัว ที่อุกฤษฏ์เอาเรื่องกันเลยทีเดียว ต่างจากเรื่อง นักจักรยายผู้เดียวดาย โดยสิ้นเชิงเลย

        เรื่องนี้เราจะได้เห็นวิธีการตอแหล ของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ในการสืบสวนคดี ชั้นเชิงการเจรจา จะได้เห็นวิธีการ อธิบายในการอนุมาน ได้เป็นขั้นเป็นตอน
        การสืบหาจากรอยเท้า รอยจักรยาน ตามบ่อ ตามโคลน ซึ่งอธิบายตามรอยตีนได้อย่างเห็นภาพ เหมือนกับ ยืนอยู่ในเหตุการณ์ ล่วงรู้เรื่องราวในอดีต เหมือนกับเปิดดูภาพถ่ายกล้องวีดีโอ ไว้อย่างไม่มีผิด

        เริ่มแรกของคดีนี้มีอยู่ว่า เจ้าของสำนักอธิการ โรงเรียนแห่งหนึ่งที่มีชื่อเสียง(สถาบันดัง ว่างั้นเถอะ) ได้รับบุตรชายผู้โด่งดัง และมีชื่อเสียงระดับประเทศ ไฮโซ เคยเป็นนักการเมือง
        เอ่อ....อธิบายไม่ถูกหวะ เอาเป็นว่า รวย อาศัยอยู่ในคฤหาสน์(อุกฤษฏ์คีตะคฤหาสน์หฤหรรษ์) อายุ 10 ขวบ เข้ามาศักษาแล้วก็พักที่โรงเรียนเลย(เป็นโรงเรียนคล้ายๆ การเข้าแค้มป์ หละมั้งนะ)

        มีอยู่คืนหนึ่ง เด็กหายตัวไปในคืนนั้น อาจารย์ชาวเยอรมันหายตัวไปด้วย จักรยาน หายไป  2 คัน การตามหา ไม่ปรากฏว่า จะมีใครเห็น ผู้ชาย 2 คน เป็นเด็กและผู้ใหญ่ ขึ้นรถไฟไปด้วยกันตอน เวลาคืนนั้นเลย มิหนำซ้ำ ตำรวจกลับ ตามสืบไปพบผิดตัวอีก ที่เห็นว่ามีรูปพรรณ ทั้งสองที่คล้ายกัน

        มันเป็นอะไรที่ ยากต่อการค้นหา และเหตุจูงใจในการลักพาตัวไป อีกทั้งหลักฐานยังขัดแย้งกับการอนุมานของ โฮล์มส์ ที่พยายามแกะรอย
        เอาหละซี่ นอกจากจะเป็นการลักพาตัว หรือเรียกค่าไถ่ อะไรก็ไม่รู้ แต่เรื่องนี้มี ศพคนตายมาเกี่ยวข้องด้วย นั่นมันหมายถึง คดีลักพาตัว ที่มีการฆาตกรรม เพิ่มเข้ามาอีก แล้วจุดจบของเรื่อง ก็จะเป็นเรื่องราวที่ พลิกล็อก จนผู้อ่านไม่คิดว่า จะมีเหตุจูงใจด้วยเรื่องอย่างนี้ก็มีด้วยหรอ

เอาหละ ได้เวลาสืบสวนด้วยตัวของคุณเอง หาหนังสือเล่มนี้ มาอ่านซะ


ตอนที่ 6. ปีเตอร์ดำ
        ชื่อนี่บ่งบอกถึง ชายร่างใหญ่ ดั่งเฮอร์คิวลิส ตัวดำเมื่อม ยังกับถ่านไฟ ขนขึ้นเต็มหน้าอก และใบหน้า พูดจาเสียงดัง นั้ยตาโตดุร้าย ผมหยิกหยอง โอ้ว!! นั่นมันไม่ต่างจาก เตียวหุย เรื่องสามก๊กเลย

        เรื่องนี้ สารวัตรหนุ่มชื่อว่า สแตนเลย์ ฮอปกินส์ มาขอความช่วยเหลือ จากท่าน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ กันถึงบ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์ เลยทีเดียว
         แล้วก็เล่าเรื่องราวของนาย ปีเตอร์ดำ คนนี้ให้ฟังว่า เขาเป็นคนยังไง ตายยังไง เหตุจูงใจคืออะไรหนอ ใครฆ่าเขานะ หลักฐานมีแค่ ซองยาเส้น ที่ตกอยู่ในที่กิดเหตุ
         สภาพศพ ตายอย่างในหนัง สุดสยอง ร่างกาย ถูกเสียบ ด้วยฉมวก ติดกับฝาผนัง เลือดกระจาย ส่งกลิ่นคาว คะคุ้งทั่วห้อง ตายคากระท่อมที่เป็นที่นอนของตัวเอง เวลาที่ชอบเมาแล้วมานอนที่นั่นบ่อยๆ

          อีตาคนนี้ อดีตเป็นถึงกัปตันเรือ แต่ปัจจุบัน ได้มาเป็นตาแก่ขี้เมา ด่าเมีย ตบตีลูกสาว จนญาติในบ้านรู้การตายของเขาว่า ตายไปมันไม่ใช่เรื่องแปลก ซึ่งปราศจากน้ำหูน้ำตา ของญาติพี่น้อง คนรับใช้ และก็คนไกล้เคียง ซ้ำยังจะดีใจเสียอีกที่ อีตาลุงคนนี้ ตายห่าไปเสียได้

          นี่แหละผลของการ ขี้เมา แล้วหาเรื่องคนไปทั่ว ใครๆ เขาจะรัก ใครๆ เขาจะสนใจมึง แล้วมึงจะมีดีอะไรวันๆ ถุยชีวิต ไอ้ห่าเหี้ย สันดานต่ำ ควย!!
          อิอิ นี่คือการใส่อารมณ์ ของผมเอง ซึ่งแสดงให้เห็นว่า อีตาคนนี้ ขีนตา(ไม่ถูกชะตา,รังเกียจ)คนอื่นเขาไปหมด ยากนักต่อ หาผู้ร้ายแล้วเหตุจูงใจได้

         ประเด็นจุดเด่นของเรื่องนี้ มันซับซ้อน ซ่อนเงื่อนอยู่บ้าง ถ้าหากไอ้หมอ สแตนเลย์ ฮอปกินส์ หมอนี้ จะอวดดีไปซักหน่อย มั่นใจในหลักฐานเล็กๆ น้อยๆ ก็จะจับผู้ร้ายแล้ว ขาดการไตร่ตรองแบบท่าน เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ของเราที่ชอบ อมภูมิ ที่ยังไม่พูดอะไรมากนักจนกว่าจะมั่นใจในหลักฐาน หรือเรื่องมันต้องจบ หลังจากจับผู้ร้ายแล้ว
           อีกทั้งเรื่องของตอนนี้ โฮล์มส์ ได้โชว์สเต็ป การจับผู้ร้ายให้ดูแก่ นายฮอปกินส์ นี้ดูกัน อย่างมีศิลปะ และก็เหนือชั้น พร้อมทั้งผู้อ่านอย่างผมก็อดนึกไม่ได้ว่า มึงคิดได้ไงวะ สาสสส....


ตอนที่ 7. นายหน้าขู่กิน
          ผมไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ขู่กินมากเท่าไดนัก ไม่ค่อยได้พบคนใช้คำนี้กันซักเท่าไหร่ นายหน้าขู่กินของเรื่องนี้ นั่นก็คือ นักขายความลับ หรือพวกที่ชอบ แบล็คเมล์(blackmail) นั่นเอง
           ถ้าเปรียบกับสมัยนี้ ก็ประมาณว่า มอมยา อึ๊บสาวแล้วถ่ายคลิป แต่การกระทำของไอ้หมอนี่ จะต่างกันออกไปนิดหน่อย ซึ่งจะคอยหาข่าวจากบ้านคนรวยผ่านทางคนรับใช้ ด้วยการตีสนิท สาวๆ ให้พวกสาวใช้ แอบเอาจดหมายสำคัญของเจ้าของบ้านมาให้บ้าง ซื้อด้วยราคาแพงบ้าง เพื่อเก็บเอาไปขู่เอาเงิน จากเขาเมื่อจะทำให้เขาเสียชื่อเสียงในเหตุการสำคัญ
          ไม่ว่าจะเป็นจดหมายของคนรักเก่าของสาวๆ ที่จะแต่งงานกับคนรวย เอกสารสำคัญที่คิดว่าทำให้พวกนั้น ชิบหายตายห่า ไปแน่นอนถ้าไม่จ่ายเงินให้มัน เพื่อแลกกับชื่อเสียง จึงต้องถึงกับ ยอมควักเงิน จนหมดเนื้อหมดตัว เพื่อแลกกับเอกสารนั้นด้วยก็หลายราย

         งานนี้มีลูกความของ โฮล์มส์ ชื่อว่า เลดีอีวา แบล็คเวลล์ มาให้โฮล์มส์ ช่วยไกล่เกลี่ยเรื่องให้ หรือการต่อรองเรื่อง ที่จะ แบล็คเมล์ นั้นให้ลดราคาลงหน่อยพอสมควร หรือเลิกทำเสีย

         มันเป็นคดีที่แตกต่างกันไป ซึ่งกฏหมายนั้นก็ทำอะไร ตัวไอ้หมอนี่ก็ไม่ได้
         ขั้นแรก โฮล์มส์ เรียนเชิญไอ้หมอนี่มาที่ห้องพักของเขาเอง เพื่อจะทำการคุยตกลงกันกับไอ้ ทรราช ไอ้หอกข้างชาติ จอมแบล็คเมล์ ผู้นี้
         การพูดคุยของ โฮล์มส์ นั้นไม่เป็นผลที่พอใจนัก เนื่องจาก โฮล์มส์ ตกเป็นรองอยู่หลายขุมทีเดียว พูดง่ายๆ กล่อมก็ไม่ได้ เถียงก็ไม่ขึ้น ดังจะเห็นแก่ คำพูดต่อไปนี้ที่ไอ้หมอนี่ออกมา จนเกือบจะให้ โฮล์มส์ ต้องใช้กำลัง

         " ข้อนี้คุณเข้าใจผิดไปเสียแล้วหละ มิสเตอร์โฮล์มส์ การเปิดโปงให้ผลประโยชน์แก่ผมทางอ้อมเป็นอย่างมาก ผมมีเรื่องคล้ายๆ กันนี้กำลังสุกงอมอยู่ในมือราวในแปดหรือสิบราย ถ้าผมออกจดหมายเวียนไปในบรรดาคนพวกนี้ให้เห็นตัวอย่างที่ผมกำลังทำกับเลดีอีวาอย่างเข้มงวด ผมก็จะทำให้คนเหล่านี้รับฟังเหตุผลได้มากขึ้น คุณมองเห็นจุดหมายของผมไหม "

        โฮล์มส์จะแก้ปัญหาอันกดดัน แล้วก็บ้าบอสิ้นดีนี่อย่างไร จะเอาชนะ หรือแก้ปัญหาให้ลูกความของเขาได้หรือไม่ แต่ผมจะได้บอกใบ้ให้นิดหน่อยว่า การแก้ปัญหาของโฮล์มส์นั้น จะผิดแปลกไปจากเดิมมาก จนถึงได้กล่าวกับ หมอวัตสัน ด้วยประโยคหนึ่งที่ว่า
       "กันไม่รังเกียจที่จะสารภาพว่า กันคิดอยู่เสมอว่ากันเห็นจะเป็นผู้ร้ายที่สามารถมากผู้หนึ่งถ้าลงกันจะคิดเป็น คราวนี้เป็นโอกาสในชีวิตของกันแล้ว... "
   
       เรื่องราว ตอนจบ พลิกอย่างไม่คาดหมายเลยทีเดียว ต้องลองหามาเปิดอ่าน ซะแล้วมั้ง หึหึ~~~


ตอนที่ 8. อาฆาตนโปเลี่ยน
         ในตอนนี้ เริ่มต้นด้วย ปัญหาคดีที่ว่า กิ๊กก๊อกติงต้อง อีกแล้ว คือมีเรื่องราวของผู้ร้ายคนหนึ่ง ออกตามทำลายรูปปั้น นโปเลี่ยน ไปทั่วลอนดอน
         แต่ถึงอย่างไร สารวัตร เลียแตด เอ้ย! เลสเตรดแห่งสก๊อตแลนด์ยาร์ด ก็นำเรื่องมาเล่าให้โฮล์มส์ฟัง ว่ามันไม่ใช่เรื่องของเอ็งหรอก มันเป็นเรื่องของ หมอวัตสันต์ต่างหาก มันเป็นคนบ้าไล่ทุบรูปปั้น นโปเลี่ยน ไปทั่ว
         แต่ถึงอย่างไร โฮล์มส์ ก็ยังจะบอกว่ากรุณาเล่าเรื่องพอที่จะเล่าได้มาพอสังเขบมาให้ฟังพร้อมกับนั่งสูบยา เอามือเท้ากับเก้าอี้ นั่งเต๊ะจุ้ย หน้าเตาผิงอีกเช่นเคย

         หลังจากสารวัตร แห่งสก๊อตแลนด์ยาร์ด ผู้นั้นเล่าเสร็จ โฮล์มส์ จึงแสดงความคิดเห็นขึ้นมาว่า
         " ข้อเท็จจริงเช่นนี้ ย่อมจะบอกเรื่องราวขัดกับทฤษฎีที่ว่าผู้ก่อความเสียหายตกอยู่ใต้อิทธิพลของความจงเกลียดจงชังนโปเลี่ยนทั่วๆ ไปเป็นอันแน่ เมื่อคิดถึง ว่าในลอนดอนจะต้องมีอนุสาวรีย์ของจักรพรรดิองค์นี้อยู่ตั้งร้อยรูปอย่างนี้แล้ว มันก็ออกจะมากไปหน่อยที่จะทึกทักเอาว่า การที่รูปจำลองต่างๆ ถูกทำลายนั้น บังเอิญมาตรงพิมพ์เดียวกันเข้าทั้งสามรูป "

          แต่แล้วอีกวันต่อมา โฮล์มส์ก็ได้รับโทรเลขมาว่า มีเหตุฆ่ากันตาย แล้วก็ที่เกิดเหตุ มีเศษรูปปั้น นโปเลี่ยนถูกทุบแตกอยู่ในสวน ทีนี้ มันจะไม่ใช่เรื่อง จิตประสาท ที่เป็นธุระของหมอวัตสันแล้ว
แต่มันเป็นเรื่อง ของ มิสเตอร์โฮมล์ส์ บิดาแห่งการสืบสวนเข้าให้แล้ว....

         จุดเด่นของเรื่องนี้ไม่ใช่ที่หัวรูปปั้น นโปเลี่ยนที่แตก หรือ คนร้ายพยายามจะหาอะไรในนั้นหรอก ที่ผู้ที่อ่านบทวิจารย์ของผม คงจะทราบได้จากการเดากันออกว่า มันต้องมีอะไรอยู่ข้างในแน่ๆ
         แต่จุดเด่นจริงๆ ของเรื่องนี้ คือการดำเนินการสืบสวนของโฮมส์ ได้ประติดประต่อเรื่องราวต่างๆ ที่ได้น่าสนใจ วิธีซ้อนแผนในการจับผู้ร้ายอย่างเหนือชั้น การขยันเก็บข้อมูลหลักฐานเรื่องราวต่างๆ จนนำมาสู่การไขคดี ที่สามารถรู้ได้เลย ว่าอะไรอยู่ในหัวรูปปั้น รวมทั้งข้อเท็จจริงของเรื่องราวทั้งหมดมันเป็นยังไง ซึ่งสามารถหาหลักฐานของการอนุมานขอเขา ที่สอดรับกันได้เป็นอย่างดี


ตอนที่ 9. สามนิสิต
         นอกจากจะมีคดี ฆ่ากันตาย ลักพาตัว รวมทั้งพวก แบล็คเมล์ ชาวบ้าน หนังสือนิยายในเล่มนี้ มันยังมีเรื่องแหวกแนวได้อีก ในส่วนของตอนนี้ จะกล่าวถึง พวกหัวขโมย
         มันเป็นการตามหาผู้ขโมยของชิ้นหนึ่งไป แล้วจะมีผู้ต้องสงสัยอยู่ 3 คน ที่ล้วนเป็น นิสิตนักศึกษา
         ในตอนนี้ ผมอดคิดไม่ได้เลยว่าผมเคยอ่านหนังสือการ์ตูนโคนัน ที่ตามหาคนร้าย 1 ใน 3 คนที่ปลอมตัวเป็นคนไข้เข้ามารับการรักษา ที่โรงพยาบาล
          คนร้ายที่ว่านั้น คือสมุนขององค์กรชุดดำ ที่ได้เข้ามาสืบหา มิซึนาชิ เรย์นะ ผู้ประกาศข่าวสาวสวย ที่เป็นคนของ องค์กรชุดดำ ที่ถูกทางตำรวจจับได้แล้วก็นอนป่วยอยู่ที่ โรงพยาบาลแห่งนั้น
          โคนันได้ตามหาตัวผู้ต้องสงสัยได้ 3 คน แต่ไม่ทราบว่าจริงๆ ว่าใครคือคนร้ายที่ปลอมมากันแน่ โคนันเลยอาศัยความเป็นเด็กเข้าไปเล่นซนในห้องผู้ป่วยเพื่อดู สิ่งแวดล้อมในห้อง มีการซักถามด้วยนิดหน่อย แล้วก็สรุป ซ้อนแผน จับตัวคนร้าย

           เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ก็เช่นกัน คดีนี้เกิดขึ้นที่ มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ที่ หมอวัตสัน ย้ำกับคนอ่านว่า ต้องเป็นมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งเท่านั้น ไม่สามารถที่จะบอกได้ เพราะเกรงจะเสื่อมเสียชื่อเสียง แต่ ดร.วัตสัน ก็ไม่เกรงใจที่จะกล่าวถึงเจ้าทุกข์ ที่เป็นอาจารย์ผู้สอน ณ วิทยาลัยเซนต์ลุกส์(ทำเป็นจะปิดบัง แต่ก็บอก) ซึ่งเป็นเจ้าทุกข์ ที่มีเอกสารสำคัญหาย และมีร่องรอยการคัดลอกเอกสาร ที่โต๊ะทำงานในห้องพัก
           เอกสารที่ว่านั้นเป็นต้นฉบับ ข้อสอบไล่ชิงทุน ซึ่งเรื่องดังกล่าวก็ไม่กล้าถึงเรื่องตำรวจเช่นกัน เพราะกลัวเสียชื่อเสียง(พวกฝรั่งแม่ง ชอบห่วงชื่อเสียงกันซะจริงๆ) แล้วการสอบจะต้องเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด แต่ถ้าหากปล่อยเลยตามเลย
มันจะไม่เป็นการยุติธรรมสำหรับ คนที่ไม่ได้รู้ข้อสอบนั้น

           ดังนั้น เชอร์ล็อก โฮล์มส์ พระเอกของเราก็มีทำท่าเล่นตัวนิดหน่อย แต่ก็ยอมช่วยเหลือ โดยฟังจากการเล่าของ อาจารย์เจ้าทุกข์นั้น พร้อมกับไปดูที่เกิดเหตุ
            การที่ โฮล์มส์  ไปยังที่เกิดเหตุนั้น โฮมได้อธิบายถึงหลักฐานต่างๆ เล็กๆ น้อยๆ ของเศษดินสอ รอยเท้า บานหน้าต่าง จนสรุปได้ว่า คนร้ายต้องอยู่ที่นี่ อยู่ในที่พักแห่งนี้แน่นอน
           มันทำให้เข้าเรื่องของตอนนี้ที่ว่า "สามนิสิต" ตกเป็นผู้ต้องสงสัย

            แล้วการคลีคลายคดี สามารถอธิบายได้รู้จนโอเวอร์มากว่าคนร้ายอยู่ในห้องประมาณกี่นาที มีความรีบร้อนเพียงใด ใช้ดินสอ ชนิดอะไร และการเข้าพบ ผู้ต้องสงสัย เพื่อไปสัมภาษณ์ ดูพฤติกรรมของแต่ละคน

           การจบของเรื่องนี้ ก็มีหักมุมนิดหน่อย พอเป็นกษัย ถ้าอยากรู้การทำงาน ของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ในตอนนี้ ว่าเขาใช้หลักการวิเคราห์ อนุมานเหตุผลอะไรบ้าง ต้องหาติดตามอ่านกันดู


ตอนที่ 10. แว่นตากรอบทอง
           สแตนเลย์ ฮอปกินส์ ถ้าจำได้ว่าเขาเป็นใครนั้น ท่านผู้อ่านมาถึงตรงนี้ ก็เปิดย้อนไปดูตอน ปีเตอร์ดำ ก็ได้นะจ๊ะ อีตาคนนี้ มาหา โฮลมส์ ตอนดึกๆ ดื่นๆ ในคืนที่มีฝนฟ้า ลมหนาวและพายุในเดือนพฤศจิกายน อย่างอุกฤษฏ์นัก
           แน่นอนว่า การมาหา โฮลมส์ ในครั้งนี้คงไม่ได้มาเพื่อขอเป่าปี่ เป็นแน่ๆ นอกจากจะมีเรื่องให้ยอดชายผู้นี้ ช่วยเหลือในคดี "ฆาตกรรม" ~~~...
           เปรี๊ยง!!!............ เสียงฟ้าผ่า พร้อมกับแสงฟ้าแลบ ผ่านเงามืด เข้ามายังในห้องของ โฮลมส์ ที่กระทบเงาตัวของ ฮอปกินส์ ที่เนื้อตัว ขมุกขมอม จากที่ตรำฝนมา

           นี่ไงหละ ซิการ์ ยาสูบ กัญชา ยาไอ้ซ์  หรือจะกินเหล้ายา บรั่นดี สาโทสยาม หล้าขาว เหล้าต้ม เรามีหมด นี่แหนะวัตสัต เมื่อวานเราดื่ม 037 ยังเหลืออยู่เป็นลังอยู่นั่นหนะ หรือจะเอาแบบเย็นๆ เราก็มีนะ ในตู้เย็น สเมอร์นอฟฟ วอดก้า ยาบ้า เราก็แช่ไว้ แล้วกรุณานั่งลง แล้วเหยียดขาเข้าเตาผิงซะ แล้วก็เล่าเรื่องราวอันน่าขนลุกขนพอง เยี่ยงกว่าแมวขู่ มาให้เราฟัง
            การมาของ ฮอปกินส์ ครั้งนี้ เขางง กับคดีนี้มาก ทั้งเหตุจูงใจในการฆ่า รอยเท้าบนทางเดิน ลักษณะการตายของผู้เคราะห์ร้าย ที่มือข้างหนึ่งถือแว่นตากรอบทองอยู่ พร้อมทั้งมี Dying Message ที่ผู้ตายพูดเป็นคำสุดท้ายก่อนตาย

           เรื่องนี้ได้รับความสนใจจาก โฮลมส์ เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งรวมถึงตัวผมเองด้วย ซึ่งได้เดาเรื่องราว แทบไม่ออกเลยว่าเกิดอะไรขึ้น แต่การคลี่คลายคดีของ โฮลมส์ นั้น ได้ต่างจากการคลี่คลายโดยทั่วไป ซึ่งคล้ายกับการด้นสด ต้องทำการหาข้อมูล แล้วก็ทำการทดลอง ที่อยู่แต่ภายในบ้าน ส่วนข้อมูล อื่นๆ ก็ให้ ฮอปกินส์ ไปหาเอามาเสริม จากพยานคนข้างบ้าน หรือตามสถานีรถไฟ
           แต่หลักฐานสำคัญที่ ฮอปกินส์ หนุ่มผู้นี้ไม่เห็น แต่โฮล์มส์ กลับเห็นมันอยู่ในบ้าน พร้อมกับทั้งการทดลอง อะไรต่างๆ ทำตัวแปลกๆ รอจังหวะเวลาการสนทนา การใช้คำพูดหว่านล้อมกับสาวรับใช้

           อะฮ้าาาา เรื่องราวชักสนุกมาก เมื่อโฮล์มส์ รู้ว่าแว่นตานั้น คนใส่ เป็นคนหน้าตาแบบไหน เป็นเพศอะไร รู้ด้วยว่าลัษณะการพูดจาของเจ้าของแว่นตา เป็นเช่นไร

            แว่นตาอันเดียวบอกอะไรได้มากขนาดนั้นเลยหรือ ความจริงมันไม่ใช่ 2 หรือ 3 อัน แต่ ความจริงมีเพียงหนึ่งเดี่ยวเท่านั้น!!!~~~~......


ตอนที่ 11. นักรักบี้หาย
         ชื่อของตอนนี้เราต้องความเข้าใจให้ถูกต้องกันเสียก่อน "นักรักบี้หาย" เราต้องอ่านให้ติดต่อกัน หากแต่ไม่ปฏิติตามโดยเคร่งครัด ความหมายนั้นจะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เช่น นักรัก-บี้หาย, นักรักบี้-หาย ข้อความข้างตั้นผมจะแปลให้ฟัง ณ บัดเดี๋ยวนี้

นักรัก-บี้หาย หมายถึง นักรัก ที่ทำ บี้หายไป
นักรักบี้-หาย หมายถึง แฟนคลับ บี้ the star หายตัวไป

ดังนั้นความหมายของคำว่า "นักรักบี้หาย" ซึ่งมันต้องหมายถึง "นักกีฬา ที่เล่นรักบี้ฟุตบอล หายตัวไป"

           เอาหละครับ อย่าคิดว่าเรื่องนี้มันไร้สาระ เราต้องฝึกคิดฝึกสังเกต เหมือนกับ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ไว้บ้าง เรื่องราวในคดี นี้ เริ่มต้นที่ เพื่อนนักกีฬาของผู้หายตัวไป ได้เข้ามาขอความช่วยเหลือ แจ้งเกี่ยวกับการหายตัวไป ของนักกีฬารักบี้ฟุตบอล จอมพลัง และเก่งที่สุดในทีม ให้โฮล์มส์ สดับรับฟัง

           ซึ่งปกติเรื่องราว ที่เป็นเรื่องพื้นๆ ไม่แปลกพิสดาร วิตถาร โฮล์มส์ จะไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย ซ้ำยังต้องเล่นตัวด้วยซ้ำว่า ไม่ช่วยเว้ย งานกูเยอะ
           แต่ในบันทึกของ หมอวัตสัน ได้เขียนว่า ช่วงนั้นเขาว่างงาน ถ้าปล่อยตัวไปนานๆ เขาจะหาสารเสพติด อะไรต่อมิอะไรมาเสพ  ตามประสา พ่อนักอารมณ์ศิลปินใหญ่
           ซึ่งแทนที่เขาจะเอาเวลาว่างนั้น ไปหาตีกะหรี่บ้าง ผู้อ่านอย่างผมที่ได้อ่านมา ผมยังไม่เคยเจอ ตอนที่กล่าวถึง การอึ๊บสาวของเขา รวมทั้งการชักว่าว ช่วยตัวเองเลย

           เอาหละ เรื่องมันมีอยู่ว่า นักกีฬารักบี้ คนสำคัญของทีมหายตัวไป ซึ่งจะไกล้ วันลงแข่งแล้ว ยังไม่มีการติดต่อกลับมา หายเงียบสนิทเลย เพื่อนนักกีฬาคนนี้จึงเป็นห่วง สวัสดีภาพ ทั้งความปลอดภัย ของหมอนั่นด้วย
           การสืบคดีของโฮล์มส์ ของตอนนี้ จะเป็นการแกะร่องรอยไปทีละขั้นละตอน โดยสืบหาจากทางญาติก่อน แต่คดีหายตัวของคนนี้ ก็มีแต่ญาติห่างๆ(ลุง) อยู่
           ญาติแท้ๆ พ่อแม่พี่น้อง ตายหมดแล้วด้วยเหตุผลอะไรก็สุดแล้วแต่ ในนิยายไม่ได้กล่าวถึง การเจรจา พบปะกับญาติของผู้ที่หายตัวไปนั้น เพื่อที่จะทราบข้อมูลของผู้ที่หายตัวไปได้บ้าง พร้อมทั้งเหตุจูงใจอื่นๆ ที่ได้หายตัวไป หรือโดนลักพาตัว  แต่ โฮล์มส์ กลับได้รับคำตอบด้วยประโยคหนึ่งที่ว่า

           " ผมไม่มีความเห็น มันโตพอและอายุก็มากพอที่จะดูแลตัวเองได้แล้ว ถ้ามันเซ่อเซอะถึงกับทำให้ตัวเองหายไปได้ ผมก็ไม่รับผิดชอบอย่างไรทั้งสิ้น
ในการที่จะเที่ยวตามหามัน "

           เอาหละสิ การสอบถามจากพยานบุคคล ต่างๆ นั้นไม่เป็นผลเลย ดังนั้น ก็เลยได้เปลี่ยนวิธีสืบด้วยวิธีอื่นแทน เช่น การกดดินสอลงไปในกระดาษ ที่ทะลุลงอีกใบ แล้วส่องแดดดูว่าโทรเลขที่เขาขียนไปก่อนหน้าที่ชายคนนั้น จะหายตัวไป ว่าเขียนอะไรส่งไปที่ใคร รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ บ่งบอกสถานะ อะไรของเขา พร้อมกับต้องเร่งสืบสวนให้เร็วที่สุด

          คดีนี้จะลงเอยเช่นไร อาจจะเป็นการลักพาตัวหรือไม่ จะเจอตัวเขาแบบมีชีวิตหรือเปล่า เรื่องราวจะเป็นอย่างไรนั้น คุณต้องไปหามาอ่านเอง......


ตอนที่ 12. ชู้รักของเลดี
         เรื่องนี้ ชื่อตอน เหมือนบอกไบ้ให้แล้วว่า ใครเป็นคนร้าย แน่นอนว่า มันจะเป็นคนอื่นไปเสียไม่ได้นอกจาก "ชู้รักของเลดี"

         หลังจากการกลับมาหของ เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ที่หมอวัตสัน ได้เจอกับเขา ในเรื่องสั้นตอน "บ้านร้าง" มาถึงตอนนี้ เวลาก็ล่วงเลยผ่านมาประมาณถึง 3 ปี ซึ่งในเล่มที่อ่านมาทั้งหมด ไร้วี่แวว ของเมียหมอวัตสันเลย การกินอยู่หลับนอน อยู่ที่บ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์ แทบทั้งสิ้น

        คดีในเรื่องนี้ อีกแล้วครับ... สารวัตรหนุ่มที่ชื่อว่า เสลด หอบกิน เอ้ย! สแตนเลย์ ฮอปกินส์  หางานมาให้อีกแล้ว แถมยังชอบชักจูงการทำงานของ โฮล์มส์ มั่วออกไปคนละทางอีก
         แต่ถึงอย่างไร นักสังเกต และแหล่งรวบรวมความรู้อย่าง มิสเตอร์เชอร์ล็อก โฮล์มส์ ท่านนี้ จะพลาดอะไรง่ายๆ ไม่
         การฆาตกรรม เจ้าของบ้าน มหาเศรษฐี คนดังผู้หนึ่งตายคาห้องกินข้าว สภาพศพโดนเหล็กเขี่ยถ่านหน้าเตาผิง ฟาดเข้าที่หัว นอนตายคว่ำหน้า แถมยังจับ ภรรยาผู้ตายมัดไว้ที่ โต๊ะ แถวนั้นอีกต่างหาก

        อ้อ!! ลืมบอกไป ว่าทุกตอนที่เห็นสาวงาม หมอวัตสันจอมหื่น ก็จะอธิบายว่า ข้าพเจ้าไม่เคยจะพบผู้หญิงที่ไหน สวยได้เท่านี้มาก่อน แต่กูผู้อ่าน กูก็เห็นมึงเขียนอย่างนี้ แทบทุกตอนเลย ถ้าตอนไหนมีสุภาพสตรีที่เป็นคนดีเข้ามาเกี่ยวข้อง สวยทุกคน

         อีตาผู้ตายคนนี้ มีประวัติ ไม่ค่อยดีนัก คล้ายๆ กับอีตา ปีเตอร์ดำ ตอนที่ 6. ที่มีนิสัยเมามาย ตบตีเมียตัวเอง บ่อยๆ พูดจาหยาบช้า กร้านโลก ไอ้หัวโปก เอ้ย!!
          นั่นแหละ ตายห่า โดนเหล็กคีบถ่านที่บ้านตัวเองตีหัวตาย อย่างที่บอกไว้แล้ว
          เรื่องมันจะสอบสวนง่ายกว่านี้ถ้า..... เอ่อ.....   อุบไว้ เดี๋ยวอ่านไม่สนุก แต่สุดท้ายแล้ว ด้วยความรอบรู้ของบิดาแห่งการสืบสวนอาชญากรรม ได้ปะติดปะต่อ แล้วก็หลักฐานที่เป็นไปไม่ได้ อย่างแก้ววาย ความพิลึกของหลักฐาน แต่ก็ยังสาวถึงตัวคนร้ายได้ ถึงขั้น โทรเลขเรียกผู้ร้ายมาหาที่ บ้านเลขที่ 221 บี ถนนเบเกอร์ ที่ห้องพักของเขา ให้เข้ามาพูดคุย เครลียร์กันแฟร์ๆ แบบลูกผู้ชายกันเลยทีเดียว
          อย่าเข้าใจว่า เขาจะเรียกเอาผู้ร้ายมาสวิง เพื่อปลดปล่อยความกำหนัดหรอกนะ การพูดคุยคือการให้เขารับสารภาพ กับตัว โฮล์มส์ โดยปราศจาคตำรวจ ฮอปกินส์(ไอ้ หอบกินนั่นหนะ) ในตอนนี้ ผมอ่านแล้วโคตร ประทับใจไอ้ผู้ร้ายนี่มากๆ โดยเขาได้สารภาพ ให้กับ โฮล์มส์ ฟังอยู่ประโยคหนึ่งว่า

          "ผมรักหล่อนขึ้นมากทุกวัน ของการเดินทางครั้งนั้น ถึงแก่คุกเข่าจูบลงดาดฟ้าเรือลำนั้นในเวลามืดๆ ก็หลายครั้ง เพราะผมรู้ว่าเท้าอันน่ารักของหล่อนได้ย่างเหยียบ หล่อนไม่ได้ตอบรับผม คงปฏิบัติกับผมตามสมควรแก่สตรีพึงจะปฏิบัติเท่านั้น"

          อู้ยยยยยย!! ความรักเอ๋ยความรัก ที่ทนเห็นคนรักตัวเอง โดนสามีทุบตีอยู่เสมอ แถมยังเป็นผู้เคยพบเจอกับแม่นางคนนั้นมาก่อนอีก แต่ด้วยเขาเป็นคนไม่ร่ำรวย การที่จะรักใครซักคน คือเห็นคนที่เรารักมีความสุข นั่นมันเป็นในทางที่ถูกต้องของเขา แต่เมื่อใดที่เห็นคนที่รักเป็นทุกข์ เขาย่อมเจ็บปวดเสมอ นั่นแหละคือเหตุจูงใจในการ ฆาตกรรมในเรื่องนี้.....


ตอนที่ 13. รอยเปื้อนที่สอง
         คดีในตอนนี้ เป็นเรื่องระดับชาติบ้านเมือง จะเกิดภาวะสับสนอลหม่านเป็นมหันตภัยยิ่งใหญ่ ถึงขั้นต้อง ทำสงครามกันเลยทีเดียวถ้า เอกสารสำคัญนั้นตกไปอยู่ในมือผู้ร้าย
          การสืบสวนคดีนี้ ต้องทำด้วยความระแวดระวัง โดยที่สุด ที่จะเป็นความลับได้ ถ้าเปรีบกับการตด คุณต้องตดแบบไร้เสียงไร้กลิ่นกันเลยทีเดียว
          ขนาดลูกความของ โฮล์มส์ เป็นถึงนายกรัฐมนตรี(โอ้ว!! ปาดโท้ววว!.. ซะมะคักแท้น้อ) ยังไม่กล้าที่จะไปแจ้งตำรวจ กลัวว่าข่าวมันจะรั่ว กลัวข่าวมันจะดัง แต่ผมคิดว่า เขาคิดผิด... ดร.จอห์น เอช. วัตสัน ผู้จดบันทึก เขาเอามาเผยแร่ให้ทั่วโลกอ่านกันแล้ว  แม้กระทั่งกูเองอยู่ประเทศไทย กูก็รู้ 5555555+

         เอาหละคดีนี้ จดหมายหายไปจากบ้านท่านรัฐมนตรีกระทรวงการยุโรป จดหมายนั้นสำคัญถึงกับต้องพกติดตัวอยู่ตลอด ใส่เซฟที่ทำงานก็ไม่ได้ เวลานอนจะพกไว้ตลอดก็คง อึ๊บกับเมียไม่ถนัดเป็นแน่
         ดังนั้นเมื่อถึงบ้าน ก็เก็บลงหีบที่ซ่อนไว้มิดชิด เวลาออกไปทำงานก็แกะออกมา พกติดตัวไปทำงานด้วย โอ้ย!! แม่งอะไรจะขนาดนั้น
         แต่ด้วยความรอบคอบซักปานใด ของมันอยากจะหาย คนมันอยากจะตาย มันห้ามกันยาก ในที่สุด ของเช้าวันหนึ่ง เขาได้เปิดหี นั้นขึ้นมาดู ตามปกติ เอ้ย!! เปิดหีบๆ เว่ย
          แต่แล้วไม่พบจดหมายนั้น............. มันหายไปไหน??? ชิบหายหละคราวนี้... ยิ่งจะเกิดภาวะสับสนอลหม่าน ที่ว่านั้น แทนที่มึงจะเผามันทิ้งแต่กลับพกติดตัวทำเพื่ออะไรก็ไม่รู้

         ช่างแม่งเหอะ ไม่งั้นเจ้ายอดชาย นักสืบ ผู้กู้โลก คงจะว่างงาน
         รอยเปื้อนที่สอง ลืมไปหรือยังครับชื่อตอน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับปัญหาจดหมายโลกแตกนี่หละ การสืบสวน และการอนุมานว่าจดหมายนี่จะตกไปถึงมือใคร นั้น โฮล์มส์ ลงความเห็นว่า มีเพียงอยู่ 3 คนเท่านั้น เขาจะเริ่มสืบจาก คนที่ชื่อว่า เอดูอาร์โด ลูกาส ก่อน
          แต่แล้วๆๆ เจ้าพระคุณรุนช่อง ไอ้หมอนี่ เสือกตายคาบ้าน หลังจาก โฮล์มส์ ได้รับข่าวเงียบๆ จากนายกรัฐมนตรีได้แค่วันเดียว การสืบสวน ปัญหาระดับประเทศนั้นจะลงเอยอย่างไร

          ผู้ที่จะกอบกู้โลกได้ ไม่ใช่ จอห์น คอนเนอร์ หรือ นักว่าว อย่าง จอห์น ชาวไร่ อะไรทั้งนั้น นั่นก็คือ เชอร์ล็อก โฮล์มส์.........คนนี้เท่านั้น~~~~~~


สุดท้ายนี้ บทวิจารณ์ ที่ผมรีวิวนี้ เป็นแค่งานอ่านเล็กๆ น้อยๆ ของผมเท่านั้น แต่จะคงไม่สะใจเท่าตัวคุณลงมืออ่านหนังสือเรื่องนี้เอง นะครับ



1 ความคิดเห็น: